รับมือ FTA ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2551 จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ไทยลดต้นทุนปรับปรุงประสิทธิภาพโคนม

ปัจจุบัน หลายประเทศได้หันมาจับมือเปิดเสรีการค้าระหว่างกันมากขึ้น ประเทศไทยเองก็เป็นประเทศหนึ่งที่มีการปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ และได้มีการปรับตัวในเชิงรุก คือ การจัดทำเขตการค้าเสรี หรือ FTA เพื่อสร้างพันธมิตรทางการค้าเพื่อเชื่อมประตูการค้าสู่ประเทศอื่น ๆ ซึ่งปัจจุบันได้มีการลงนาม กรอบความตกลงการค้าเสรีกับประเทศออส เตรเลีย และประเทศนิวซีแลนด์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ตามจากการเปิดการค้าเสรี FTA กับประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์นั้น ทำให้ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยง      โคนมในประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในอนาคต เนื่องจากประเทศคู่พันธมิตรทั้งสองเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการผลิตและ      ส่งออกผลิตภัณฑ์นมเหนือกว่าเกษตรกรผู้   เลี้ยงโคนมไทยอย่างไม่สามารถเทียบชั้นได้ในหลาย ๆ ด้าน ทั้งด้านต้นทุนการผลิตและเทคโนโลยีการผลิต โดยเฉพาะนมผงซึ่งมีราคาถูก เมื่อนำมาทำเป็นน้ำนมคืนรูปจะมีราคาถูกกว่าน้ำนมดิบที่เกษตรกรจำหน่ายให้กับโรงงานแปรรูปภายในประเทศ นำไปสู่การทดแทนน้ำนมดิบ จนเป็นเหตุให้เกิดปัญหาการปฏิเสธรับซื้อและปัญหานมล้นตลาด เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมจำต้องเลิกเลี้ยงไปในที่สุด

ดังนั้น หากรัฐบาลไม่รีบดำเนินการหาทางช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมอย่าง     เร่งด่วน เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการเลี้ยงโคนมและสร้างความเข้มแข็งขององค์กร การรณรงค์ให้ประชาชนผู้บริโภคได้ตระหนักถึงความสำคัญของการบริโภคนมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและประเทศชาติ นอกเหนือจากเพื่อสุขภาพเป็นหลักแล้วเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ไทยจะไม่อาจหลีกพ้นวิกฤตินั้นไปได้

เกี่ยวกับเรื่องนี้ล่าสุดรับทราบมาว่าทางชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย จำกัด และสมาคมผู้เลี้ยงโคนมไทยโฮลสไตน์ฟรีเชี่ยน ได้มีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมปศุสัตว์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อหาลู่ทางในการจัดทำโครงการการลดต้นทุนและปรับปรุงประสิทธิภาพการเลี้ยงโคนมด้วยวิธีที่ปฏิบัติได้และเห็นผลจริงเพื่อของบอุดหนุนจากภาครัฐรองรับผลกระทบจากการเปิดการค้าเสรี FTA ในอนาคต

โดยโครงการการลดต้นทุนและปรับปรุงประสิทธิภาพการเลี้ยงโคนมด้วยวิธีที่ปฏิบัติได้และเห็นผลจริงนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในระบบการเลี้ยงโคนมและการผลิตน้ำนมคุณภาพดี ซึ่งจะทำให้เพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้และการแข่งขัน รวมทั้งลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม สร้างระบบการเก็บข้อมูลที่เป็นมาตรฐานและนำไปใช้ได้จริง ๆ โดยนำนักวิชาการลงไปสู่ปัญหาจริง ซึ่งจะใช้ผลงานวิจัยในการแก้ปัญหาในฟาร์ม ขณะเดียวกันนักวิชาการที่ลงไปสู่ปัญหานั้น จะกลับมาทำการวิจัยเพิ่มเติมตรงปัญหาและกลับไปใช้แก้ปัญหาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจะทำให้เกิดองค์ความรู้และเป็นประโยชน์ในการพัฒนาอุตสาหกรรมการเลี้ยงโคนมของไทยมากยิ่งขึ้น

สำหรับการดำเนินงานโครงการนั้นจะมีทีมที่ปรึกษาและเจ้าหน้าที่ส่งเสริมของสหกรณ์เข้าไปส่งเสริมและถ่ายทอดความรู้ให้แก่เกษตรกรรายย่อย ดูแลแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในด้านสุขภาพ   โคนม การจัดการฟาร์ม ตลอดจนสุขลักษณะการรีดนมที่ถูกต้อง     เพื่อให้ได้น้ำนมดิบที่มีคุณภาพ ดูแลการจัดการเพื่อให้มีการเพิ่มประสิทธิภาพระดับฟาร์ม ผลผลิต ระดับฝูง การตรวจสอบคุณภาพ     น้ำนมดิบ และการสนับสนุนทางวิชาการจากสหกรณ์ จำนวน 20 สหกรณ์   สหกรณ์ละ 50 ฟาร์ม ที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการจากทั่วประเทศโดยการจัดทำโครงการการให้บริการโปรแกรมการจัดการทุกด้าน โดยในแต่ละเดือนจะลงไปในฟาร์มเพื่อตรวจสอบปัญหา เก็บข้อมูลต่าง ๆ ส่งตัวอย่างวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ และทำการวิเคราะห์ตามหลักวิชาการในด้านต่าง ๆ การจัดการฟาร์มและต้นทุนฟาร์ม ตลอดจนระบบการบันทึก     ข้อมูลเพื่อสร้างระบบการจัดการสุขภาพโคนม สุขภาพเต้านมและ   การรีดนม การจัดการด้านอาหารและคุณภาพ         น้ำนมดิบ การผสมพันธุ์และการคัดทิ้งแม่โค การถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกรในการเพิ่มประสิทธิ  ภาพและลดต้นทุนตามโปรแกรมการจัดการทุกด้าน พร้อมคู่มือ และทำแผนปฏิบัติการ (Action plan) สำหรับให้แต่ละฟาร์มปฏิบัติตามเป็นรายเดือน เพื่อให้เกษตรกรมีระบบในการบริหารจัดการฟาร์ม

ทางด้าน นางสาวสุพัตรา ธนเสนี   วัฒน์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า เพื่อให้โครงการนี้เป็นไปได้อย่างเป็นรูปธรรมและโดยเร็วทางกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการ ประกอบด้วยตัวแทนจากชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย จำกัด สมาคมผู้เลี้ยงโคนมไทยโฮลสไตน์ฟรีเชี่ยน กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมปศุสัตว์  สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และนักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ ทำหน้าที่บริหารจัดการโครงการ คัดเลือกสหกรณ์เข้าร่วมโครงการ รวมไปถึง   คัดเลือกที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ     และลดต้นทุนการบริหารจัดการฟาร์มโคนมในสหกรณ์โคนมและจัดทำโครงการการให้บริการโปรแกรมการจัดการทุกด้าน พร้อมทั้งจัดสัมมนาโครงการและติดตามประเมินผล

โดยมีตัวชี้วัดคุณภาพ คือ ด้านคุณภาพน้ำนมดิบ ด้านการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพโดยตั้งเป้าหมายให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการสามารถทำได้ 100% ใน    ปีที่ 5-6 ของโครงการ รวมไปถึงเกษตรกรมีคู่มือในการบริหารจัดการฟาร์มและสามารถบันทึกข้อมูล ได้แก่ จำนวนโคนม ปริมาณการให้น้ำนมดิบ การให้อาหารโคนม  การผสมเทียม การดูแลสุขภาพสัตว์ และบันทึกบัญชีฟาร์ม (ต้นทุนการผลิต, ประสิทธิภาพการผลิต) โดยตัวเกษตรกรเอง 100%

“คาดว่าเกษตรกร   ผู้เลี้ยงโคนมได้รับการพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำฟาร์มโคนม ทำ  ให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดีมีต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้ เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ทำให้      รู้ศักยภาพของการเลี้ยงโคนมในประเทศไทยว่าทำได้เท่าไร และลดดุลการค้าการนำเข้า     นมผงจากต่างประเทศลง คิดเป็นมูลค่าไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาทต่อปี มีการนำผลงานวิจัยไปใช้ได้จริง และนำปัญหากลับมาวิจัยต่ออย่างต่อเนื่อง เป็นโครงการนำร่องที่ในที่สุดจะขยายผลให้เกษตรกรทำต่อไปด้วยตนเอง   ได้ตลอดไป” นางสาวสุพัตรา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: