เดินหน้านิคมฯ พืชอาหารและพลังงาน

วันที่ 28 มกราคม 2552 จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ยึดหลักเกษตรกรไทยเพื่อเศรษฐกิจไทย

เกษตรกรไทย ในทุกวันนี้ยังต้องเผชิญกับปัญหาหลากหลายประการ โดยเฉพาะปัญหาความยากจนที่เรื้อรังมานาน สาเหตุสำคัญประการหนึ่ง เนื่องมาจากเกษตรกรส่วนใหญ่ขาดที่ดินทำกินเป็นของตนเอง มิหนำซ้ำยังต้องประสบกับปัญหาภัยธรรมชาติต่าง ๆ นานา จึงเป็นภารกิจที่สำคัญอย่างยิ่งที่รัฐบาลต้องเข้ามาดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

ในเบื้องต้นแนวทางการแก้ปัญหาภาคการเกษตร รัฐบาลได้วางกรอบไว้โดยเน้นเรื่อง การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกร ซึ่งสอดรับกับการดำเนินงานของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ที่ได้ดำเนินการปฏิรูปที่ดินในพื้นที่เสื่อมโทรม จัดสรรเป็นที่ดิน   ทำกินให้แก่เกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนมาอย่างต่อเนื่อง…

นายอนันต์ ภู่สิทธิกุล เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวว่า ส.ป.ก. พร้อมรับนโยบายของรัฐบาลมาดำเนินการ โดยไม่ใช่เป็นเพียงแต่การหาที่ดินให้แก่เกษตรกรเท่านั้น ยังขยายวงกว้างไปให้แก่คนที่อยู่ในภาคอื่นได้กลับมาอยู่ในภาคเกษตรมากขึ้น เพื่อลดปัญหาการว่างงานที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน เพราะยังมีพื้นที่การเกษตรที่สามารถรองรับได้ถึง 130 ล้านไร่

“นิคมการเกษตรพืชอาหารและพืชพลังงานทดแทน” เป็นอีกหนึ่งโครงการเร่งด่วนของรัฐบาลที่มีการบูรณาการอย่างครบวงจรรองรับการแก้ปัญหาภาวะวิกฤติเศรษฐกิจภายใต้การจัดการแบบมีส่วนร่วมของภาครัฐ ภาคเอกชน เกษตรกร และองค์กรท้องถิ่น ซึ่ง ส.ป.ก.จัดตั้งขึ้น เพื่อบริหารจัดการให้ประเทศไทยสามารถผลิตพืชทั้งที่ใช้เป็นอาหารและพลังงานได้เพียงพอต่อความต้องการของคนในประเทศ รวมไปถึงสามารถส่งออกได้ ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ คือ เกษตรเพื่อเกษตร เกษตรเพื่อประชาชน และเกษตรเพื่อเศรษฐกิจ โดยพืชอาหารและพืชพลังงานที่มีความสำคัญทั้งในด้านจำนวนพื้นที่การผลิต และมูลค่าการจำหน่ายในประเทศไทย มีทั้งสิ้น 5 ชนิด คือ ข้าว มันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และ ปาล์มน้ำมัน

นายอนันต์ กล่าวว่า มีเป้าหมายพื้นที่โครงการนิคมการเกษตรในปี 2551-2552 ไว้ 335,000 ไร่ ภายใต้งบประมาณ 120 ล้านบาท โดยในปี 2551 ได้ดำเนินการไปในพื้นที่ภาคเหนือคือ จังหวัดตาก กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ พื้นที่ภาคอีสานคือ จังหวัดมุกดาหาร ร้อยเอ็ด สุรินทร์ นครราชสีมา พื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกคือ จังหวัดนครปฐม สุพรรณบุรี จันทบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว และในพื้นที่ภาคใต้ คือ จังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และปัตตานี รวมทั้งสิ้น 105,000 ไร่

“ส.ป.ก. พร้อมดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล โดยนิคมการเกษตรทั้ง 15 แห่งนี้จะคัดเลือกจากพื้นที่ที่มีศักยภาพการผลิต ทั้งใน    ด้านตลาด และฐานการผลิตเดิมในพืชหลัก 5 ประเภท จากนั้นจะเพิ่มศักยภาพการผลิตให้พืชดังกล่าวด้วยการบริหารจัดการสินค้าเกษตรแบบครบวงจรด้วยการใช้พันธุ์พืชคุณภาพดี เพิ่มความพร้อมทั้งในด้านดิน น้ำ เทคโนโลยีการผลิต และแหล่งทุน เพิ่มศักยภาพการแปรรูปด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ รวมไปถึงการเพิ่มศักยภาพการตลาดในรูปของสหกรณ์และความร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อความร่วมมือไตรภาค โดยทั้งหมดนี้เพื่อสร้างความสมดุลและสร้างภูมิคุ้มกันภาคการเกษตรให้แก่เศรษฐกิจของประเทศนั่นเอง”

สำหรับทิศทางการพัฒนาในพื้นที่นิคมการเกษตรนี้ได้ มุ่งเน้นการพึ่งพาตนเอง โดยการส่งเสริมวิธีคิด องค์ความรู้ และการบริหารจัดการรวมกลุ่มผสมผสานในการสร้างรายได้ ลดรายจ่าย ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เน้นช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุน ผลิตพืชผลที่มีมาตรฐาน อีกทั้งยังส่งเสริมการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์ รวมไปถึงการเป็นพื้นที่รองรับเกษตรกรรุ่นใหม่เพื่อเป็นแบบอย่างให้แก่เกษตรกรข้างเคียง

….โดยกระบวนการทั้งหมดเกิดจากความร่วมมือทั้งของภาครัฐ ท้องถิ่น สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และเกษตรกร ซึ่งจะผลักดันให้นิคมการเกษตรนำร่องทั้ง 15 แห่ง ประสบผลสำเร็จในการเพิ่มศักยภาพการผลิต พัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกร ซึ่งจะสามารถขยายผลดำเนินการต่อไปได้อย่างแน่นอนใน   อนาคต.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: